โรคอันตรายจาก TRANS FAT

ความร้ายกาจนี้เองที่บางทีอาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นเลือดหัวใจได้ เพราะว่าเมื่อจำนวนไขมันประเภทไม่ดีสะสมอยู่ในร่างกายมาก ไขมันกลุ่มนี้จะพากันเกาะตัวอยู่ตามฝาผนังเส้นเลือด ยิ่งสะสมมากมายๆฝาผนังเส้นเลือดก็จะอุดตัน เป็นเหตุให้กล้ามเนื้อหัวใจดำเนินการด้อยประสิทธิภาพ เพิ่มการเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต หรือแม้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย ก็อาจเกิดอาการหัวใจวายฉับพลันได้เหมือนกัน โรคเส้นโลหิตตันในสมอง นอกเหนือจากภาวการณ์ไขมันอุดตันเส้นเลือดที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงหัวใจแล้ว ไขมันทรานส์ยังมีความเกี่ยวข้องกับภาวการณ์ไขมันอุดตันเส้นเลือดชุดที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมอง เพิ่มความเสี่ยงสภาวะสมองขาดเลือด เพราะเหตุว่าเส้นโลหิตอุดตันทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่สบาย และก็แม้ร้ายแรงมากมายๆบางทีอาจถึงกับตายได้เลย โรคความดันเลือดสูง เมื่อร่างกายมีไขมันสะสมอยู่ตามฝาผนังหลอดเลือดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การไหลเวียนของเลือดไม่สบาย จะกระทบต่อความดันโลหิตภายในร่างกายด้วยนะคะ โดยความดันเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายจะมีระดับขึ้นลงไม่สม่ำเสมอ อันเป็นเหตุให้เพิ่มการเสี่ยงต่อโรคความดันเลือดสูง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีสภาวะอ้วน อาการป่วยเกี่ยวกับสมอง ต่อมหมวกไต ต่อมไร้ท่อหรือมีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน เป็นต้น โรคเบาหวาน ผลการศึกษาวิจัยจากแผนกแพทยศาสตร์ WAKE FOREST UNIVERSITY พบว่า ลิงที่ถูกป้อนด้วยของกินไขมันทรานส์สูง (8%) มีทิศทางอ้วนลงพุงและก็ส่งผลให้ร่างกายไวต่ออินซูลิน ซึ่งพอๆกับว่าลิงที่กินไขมันทรานส์ติดต่อกันเป็นเวลานานๆอาจเป็นไปได้ว่าจะมีอาการป่วยด้วยเบาหวานรวมทั้งโรคอ้วนอ้วนควบคู่กันไป ซึ่งนักวิจัยเห็นตรงกันว่ากับร่างกายมนุษย์ก็เช่นกัน กรดไขมันทรานส์มีส่วนทำให้มีการเกิดโรคอ้วนและโรคอ้วนอ้วนได้ โดยภาควิชาแพทยศาสตร์ HARVARD MEDICAL SCHOOL พบว่า ไขมันทรานส์นำมาซึ่งความแตกต่างจากปกติของระบบเมตาบอลิก หรือระบบเผาผลาญของร่างกาย และก็กลุ่มทดลองที่ทานอาหารไขมันทรานส์สูงๆก็เสี่ยงต่อโรคอ้วนแล้วก็โรคอ้วนลงพุง รวมไปถึงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆด้วย ไขมันจำพวกดีเป็นวัตถุดิบที่สำคัญในการทำงานของสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเรียนและจดจำ แต่ว่าถ้ากินไขมันทรานส์เข้าไปมากมายๆไขมันทรานส์จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอล ไขมันประเภทสารเลว ไตรกลีเซอไรด์ และไปลดไขมันจำพวกดีในร่างกาย แถมยังปลดปล่อยสารอนุมูลอิสระ ทำให้การทำงานของสมองมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร โดยมีการเล่าเรียนพบว่า ผู้ที่หรูหราไขมันหยาบช้าในเลือดมากเกินธรรมดา มักจะมีลักษณะหลงๆลืมๆบ่อยครั้งกว่าหรูหราไขมันในเลือดเข้าขั้นปกติ ทั้งยังมีแนวโน้มเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกต่างหาก ตับปฏิบัติงานเปลี่ยนไปจากปกติ ร่างกายของเราไม่มีโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีหรือกรรมวิธีการเสื่อมสภาพไขมันทรานส์อย่างชี้เฉพาะ จึงส่งผลให้ตับจำต้องเผาผลาญไขมันทรานส์ด้วยแนวทางที่ต่างไปจากการเสื่อมสลายไขมันธรรมดา ทำให้ตับจำต้องทำงานมากเยอะขึ้นเรื่อยๆจนอาจเกิดภาวะเปลี่ยนไปจากปกติต่อหลักการทำงานของตับได้ นิ่วในถุงน้ำดี การศึกษาวิจัยที่พิมพ์ใน NCBI เปิดเผยว่า กรุ๊ปเด็กหนุ่มสาวผู้ชายอายุ 14 ปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงเป็นนิ่วในถุงน้ำดีเยอะขึ้นเรื่อยๆถ้าเกิดมีความประพฤติรับประทานไขมันทรานส์จากของกินบ่อยๆ และก็เมื่อเทียบกับกลุ่มเพศชายที่มีความประพฤติปฏิบัติการกินอาหารไขมันต่ำ

การศึกษาเล่าเรียนจาก HARVARD SCHOOL OF PUBLIC HEALTH พบว่า เพศหญิงที่มีสภาวะมีบุตรยาก มักจะมีการกระทำกินไขมันทรานส์มากยิ่งกว่าหญิงปกติ โดยแค่เพียงได้รับไขมันทรานส์มากยิ่งกว่าผู้หญิงปกติ 2% ของจำนวนพลังงานทั้งหมดทั้งปวงที่ควรได้รับต่อวัน ก็จะเพิ่มการเสี่ยงภาวการณ์มีบุตรยากเป็นสองเท่าอย่างยิ่งจริงๆ จอประสาทตาเสื่อม ผลการค้นคว้าที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร THE AMERICAN JOURNAL OF CLINICAL NUTRITION เมื่อปี 2015 พบว่า ความประพฤติการกินไขมันทรานส์มากมายๆเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมได้แบบเดียวกัน เนื่องด้วยไขมันทรานส์เป็นกรดไขมันที่ไม่ใช้เรื่องดีสำหรับสุขภาพ และก็ยังมีอนุมูลอิสระอยู่ในตัว ก็เลยอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดความเสื่อมถอยในเซลล์ต่างๆในร่างกายเร็วขึ้นกว่าปกติ เพราะเหตุว่าไขมันทรานส์จะปล่อยอนุมูลอิสระออกมาทำลายเซลล์ต่างๆของร่างกาย เหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการอักเสบกับร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ ภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง หรือกินอาหารมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงไม่เพียงพอ อาจโดนอนุมูลอิสระจากไขมันทรานส์ทำร้ายให้เกิดภาวะอักเสบต่างๆในร่างกาย แล้วก็ โรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยหมดระดู การเรียนจากสถาบันการพยาบาลแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า ไขมันทรานส์มีส่วนกระตุ้นความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมในเพศหญิงวัยหมดประจำเดือน รวมไปถึงสตรีที่มีร่างกายอ่อนแอ มีระบบระเบียบภูมิต้านทานต่ำ หรือคนที่ได้รับยาบางชนิดที่กดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

Copyright © 2018. All rights reserved.